โรคตาในผู้สูงอายุ

Last updated: 2019-12-10  |  930 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โรคตาในผู้สูงอายุ

โรคตาในผู้สูงอายุ

          วันเวลาที่ผ่านล่วงเลยไป จากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่และผ่านเข้าสู่วัยสูงอายุ ดวงตาเป็นอวัยวะที่ต้องได้รับการดูแล เนื่องจากการมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวนั้น สามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหรือความเสื่อมอาจเกิดขึ้นกับส่วนต่างๆของตา โรคตาในผู้สูงอายุที่ควรรู้จัก มีดังต่อไปนี้

  1. โรคต้อกระจก(cataract)
              โรคต้อกระจก เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมากในผู้สูงอายุ เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา ผู้ที่อายุมากกว่า 70 ปีพบได้ถึงร้อยละ 70

    อาการ
              ไม่มีอาการปวดตา ภาพมัวมืด เวลามองแสงจ้าจะเกิดแสงสะท้อน เช่น มองไฟหน้ารถที่ขับสวน ภาพบิดเบี้ยว มองเห็นในระยะใกล้ชัดขึ้น การมองเห็นในที่มืดแย่ลง 

    ภาวะแทรกซ้อน
              โรคต้อกระจกไม่ปรากฎถึงภาวะแทรกซ้อน มีเพียงภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดรักษา ซึ่งมีโอกาสเกิดน้อยและเป็นปัญหาที่รักษาได้

    การป้องกัน
             สำหรับการป้องกันการเกิดต้อกระจก หรือความพยายามที่จะให้เกิดต้อกระจกขึ้นช้าที่สุดเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของต้อกระจกคือความเสื่อมไปตามวัย ซึ่งป้องกันหรือหยุดยั้งได้ลำบาก แต่อาจหลีกเลี่ยงบางสาเหตุได้ เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ก็จะต้องควบคุมอาการเบาหวานให้ดี 

    สาเหตุสำคัญ
             เกิดจากความเสื่อมตามอายุ สาเหตุอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บที่ตา โรคเบาหวาน สาเหตุที่มักเข้าใจผิดและไม่ได้ทำให้เกิดต้อกระจก ได้แก่ โรคมะเร็ง การใช้สายตามาก 


    การรักษา
              โดยการผ่าตัดหรือสลายเลนส์ตาที่ขุ่นออก เป็นการรักษาที่ทำให้หายขาดได้ โดยจะผ่าเมื่อบดบังการมองเห็นมาก จนมีผลกระทบต่อการใช้งาน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือ


  2. โรคต้อหิน 
             เกิดจากการระบายน้ำในลูกตาผิดปกติ ทำให้ความดันตาสูง และกดทำลายเส้นประสาทตาได้ (glaucoma) พบได้ถึงร้อยละ 2 ในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ ไม่ปวด ดังนั้นการรีบวินิจฉัยและรักษาจะสามารถช่วยไม่ให้เกิดการตาบอดได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคต้อหิน ควรได้รับการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง 

    อาการ
             โดยทั่วไปมักไม่มีอาการในช่วงแรกของโรค ต่อมาจะสูญเสียการมองเห็นจากทางด้านนอก และตาบอดในที่สุด ซึ่งอาจมีต้อหินบางประเภท (เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน) ที่อาจมีอาการปวดมาก คลื่นไส้ เห็นแสงรุ้งรอบ ดวงไฟ ตาแดง ภาพมัวและมองไม่เห็นในที่สุด ซึ่งเป็นอาการเร่งด่วนต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว

    ภาวะแทรกซ้อน
             ในรายที่เป็นต้อหินเฉียบพลัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจถึงขั้นตาอาจบอดได้ภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ นอกจากตาบอดแล้ว ในผู้ป่วยบางรายยังอาจมีอาการเจ็บปวดเคืองตาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นที่ทรมานมากจนผู้ป่วยบางรายต้องยอมให้ผ่าตัดลูกตาออก
    ในรายที่เป็นต้อหินเรื้อรัง ถ้าได้รับการรักษาล่าช้าหรือรักษาไม่สม่ำเสมอ ตาจะมัวลงอย่างช้า ๆ ผู้ป่วยบางรายอาจถึงขั้นตาบอด หรือบางรายอาจมองเห็นได้เลือนราง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความดันของลูกตาที่มากหรือน้อย และภาวะของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอตาบกพร่องหรือไม่ แต่มักจะไม่มีอาการปวดตาหรือเจ็บตา
     
    การป้องกัน 
              สำหรับต้อหินเฉียบพลัน ในปัจจุบันมีการใช้แสงเลเซอร์ยิงให้เกิดรูที่ม่านตา ซึ่งเป็นการรักษาที่ทำได้ไม่ยาก สามารถป้องกันการเกิดต้อหินอีกข้างได้ หากตรวจพบว่ามุมระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาในตาอีกข้างแคบจนมีแนวโน้มที่จะเกิดต้อหินเฉียบพลันอีก 
    สำหรับต้อหินเรื้อรัง ยังไม่มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดได้ แต่การวินิจฉัยได้เร็วก่อนที่สายตายังไม่สูญเสียไปมากและรักษาอย่างถูกต้อง จะช่วยป้องกันไม่ให้สูญเสียสายตาเพิ่มขึ้น แต่ด้วยเหตุที่ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจคัดกรองภาวะนี้เพื่อวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และให้ความสนใจในการตรวจตามากขึ้นในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน, มีความดันลูกตาสูง, มีกระจกตาบาง, มีโรคทางกายที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดอันอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงจอตาได้ไม่ดี
     
    คำแนะนำทั่วไป
              ควรดูแลสุขภาพร่างกายและสุขภาพตาให้ดี ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และมีวิตามินบำรุงสายตา ออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักให้ดี ลดความเครียด งดการสูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ลดปริมาณกาแฟ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ไม่ขยี้ตาแม้ว่าจะเคืองตา หากเข้ารับการผ่าตัดให้สวมแว่นกันฝุ่นหรือกันน้ำเวลาทำงานหรือว่ายน้ำ


    การรักษา 
    - ไม่มีการรักษาที่สามารถทำให้การมองเห็นกลับคืนมาเท่าคนปกติ แต่สามารถชะลอไม่ให้โรคแย่ลงได้
    - ในปัจจุบัน โรคต้อหินส่วนใหญ่สามารถรักษาด้วยยาลดความดันตา เพื่อป้องกันการทำลายเส้นประสาทตา โดยผู้ป่วยจะต้องมารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
              นอกจากนี้การกินยาบางประเภทที่หลายคนชอบซื้อมากินเอง เช่น ยาพวกสตีรอยด์ หรือการได้รับกัมมันตภาพรังสีก็ทำให้เกิดต้อกระจกได้ เมื่อนัยน์ตามีคุณค่าต่อเราอย่างมากมายดังที่ได้ กล่าวมาแล้ว เราจึงควรถนอมนัยน์ตาของเราไว้ให้ดี เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนานที่สุด


  3. โรคสายตายาวในผู้สูงอายุ
              โรคสายตายาวในผู้สูงอายุ (presbyopia) มักเกิดหลังอายุ 40 ปี เกิดจากเลนส์ตาที่แข็งขึ้น สูญเสียความสามารถในการปรับการมองใกล้และไกล ดังนั้น ผู้ป่วยมักต้องถือหนังสือไกลขึ้นจึงจะอ่านได้ชัด โดยอาการจะเกิดขึ้นกับทุกคน ทั้งสายตาสั้น ยาว และปกติ โดยพบว่าผู้ที่มีสายตายาวอาจเกิดอาการเร็วกว่าปกติ
    การรักษา
            ปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตัดแว่นตาสำหรับอ่านหนังสือ


  4. โรคตาแห้ง
               โรคตาแห้ง (dry eye) มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เริ่มเมื่อวัยกลางคน สัมพันธ์กับภาวะเปลือกตาอักเสบ และโรคทางกายบางชนิด เกิดจากการผลิตน้ำตาที่น้อยลง ผู้ป่วยจะมีอาการเคืองเหมือนมีฝุ่นผงในตา มักเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่ในที่แห้งหรือห้องแอร์ อาจมีขี้ตาเหนียว การมองเห็นไม่ชัดต้องกะพริบตาบ่อยๆ ในผู้ป่วยบางคนอาจเคืองตาแล้วมีน้ำตาไหลมากขึ้นได้ เมื่อมีอาการควรพบจักษุแพทย์
    การรักษา
              ในระยะเริ่มแรกใช้น้ำตาเทียม เมื่ออาการเป็นมากขึ้นควรปรึกษาจักษุแพทย์ การดูแลตัวเอง หลีกเลี่ยงลม ฝุ่น ถ้าอยู่ในห้องแอร์หรืออากาศแห้งอาจหาแก้วใส่น้ำอุ่นวางไว้เพื่อให้มีความชื้นในอากาศ รักษาโรคเปลือกตาอักเสบ และโรคทางกายอื่นๆ


  5. โรคจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ
              โรคจุดรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุ  เกิดจากการทำลายบริเวณจุดศูนย์กลางของการรับภาพและสีโดยไม่ทราบสาเหตุการเสื่อมที่แน่นอน

    ปัจจัยเสี่ยง
    1) ผู้สูงอายุ พบว่าอัตราการเกิดโรคในคนอายุ 75 ปี มีถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับร้อยละ 2 ในคนอายุ 50 ปี

    2) การสูบบุหรี่
    3) การสัมผัสแสงอาทิตย์และแสง UV ปริมาณมาก
    4) ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ อาการของโรค ได้แก่ ภาพมัว บิดเบี้ยว สีจางลง มีปัญหาในการอ่าน หรือจำหน้าคน เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ

    อาการของโรค
              ได้แก่ ภาพมัว บิดเบี้ยว สีจางลง มีปัญหาในการอ่าน หรือจำหน้าคน เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ

    การรักษาโรค
              ไม่มีการรักษาที่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยชะลอการเกิดโรคที่มากขึ้น ในระยะแรกอาจให้วิตามิน แต่การดำเนินโรคก็อาจเป็นมากขึ้นได้  โดยในระยะหลัง อาจร่วมกับการรักษาด้วยเลเซอร์ หรือฉีดยาเข้าในลูกตา


    การป้องกัน
    1) ผู้สูงอายุควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี และเมื่อมีการมองเห็นภาพที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวควรรีบมาพบจักษุแพทย์

    2) ผู้ป่วยที่เป็นโรคควรทดสอบการมองเห็นเป็นประจำด้วยแผ่น Amsler grid ทีละตา โดยให้ผู้ป่วยมองจุดดำตรงกลางภาพ ถ้าเห็นเส้นที่อยู่รอบๆ จุดนั้น เป็นคลื่น ไม่เป็นเส้นตรง แสดงว่าอาจมีภาวะโรคจุดรับภาพเสื่อม โดยผู้ป่วยอาจทดสอบด้วยตัวเอง โดยการมองสิ่งที่เป็นเส้นตรง เช่น กรอบประตู หน้าต่าง ซึ่งถ้าบิดเบี้ยว ก็ควรรีบมาพบแพทย์
    3) หยุดสูบบุหรี่
    4) สวมแว่นตากันแดด
    5) รักษาโรคความดันโลหิตสูง
    6) กินผักผลไม้ อาหารครบ 5 หมู่
    7) กินวิตามินเสริม เช่น วิตามินซี อี สังกะสี ลูทีน ซีแทนซีน (วิตามินเอในฟักทองและแครอต) ไม่ช่วยป้องกันในผู้ที่ยังไม่เป็นโรค แต่ช่วยชะลอโรคในผู้ที่เป็นโรคแล้ว


          จากปัญหาทางตาที่พบในผู้สูงอายุนั้น พยาบาลมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการช่วยสร้างเสริมสุขภาพตา การดูแลเพื่อป้องกันอันตรายจากปัญหาทางตา และการช่วยส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุให้สามารถดำรงชีวิตและปรับตัวอยู่กับปัญหาทางตาได้อย่างมีคุณภาพ พยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องควรมีความรู้ ความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ อีกทั้งควรมีความจริงใจต่อการดูแลผู้สูงอายุมองผู้สูงอายุในทางบวก เอาใจใส่ดูแลด้วยความรัก เคารพยกย่องและให้เกียรติ และที่สำคัญการช่วยปรับทัศนคติให้ผู้สูงอายุและครอบครัว ได้รับรู้ประโยชน์ของการส่งเสริมสุขภาพตา และตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจตาจากจักษุแพทย์ อย่างสมํ่าเสมออย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคตาและปัญหาตาบอดที่สามารถป้องกันได้ในผู้สูงอายุ

           สำหรับท่านใดที่ต้องการคำแนะนำหรือข้อมูลเพิ่มเติม สามารถมาติดต่อได้ที่ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อยู่สุข เนอร์สซิ่งโฮม โทร 099-4414690 เรายินดีให้บริการทุกท่าน

 ปรึกษาปัญหาผู้สูงอายุ สอบถามบริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (เบอร์ 099-441-4690086-955-8889) หรือ ติดต่อเรา 

Powered by MakeWebEasy.com